พระคัมภีร์ได้ทำให้เราทราบต้นเรื่องทั้งมวลของมนุษยชาติและการก่อกำเนิดศาสนายิวซึ่งเป็นศาสนาเดิมก่อน

พระเจ้าในคริสต์ศาสนาทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ไม่มีร่างกายอันต้องเปื่อยเน่าหรือต้องบำรุงเลี้ยงด้วยปัจจัยทางวัตถุ พระองค์ทรงสมบูรณ์ในทุกด้าน ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตและกำลังของกัลป์จักวาล พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งในจักรวาลโดยพระดำรัส คือทรงสั่งให้เกิดสิ่งใด ก็บังเกิดสิ่งนั้นขึ้นมา พระองค์ทรงวางกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่ง ซึ่งมนุษย์เรียกว่ากฎธรรมชาติ พระเจ้าทรงมีบุคคลิกภาพปรากฏเป็น ความรัก ความยุติธรรม ความสัตย์ซื่อ ความเป็นนิรันดร์ และความบริสุทธิ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอำนาจสูงสุดไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าด้วยตาเปล่าๆของเขา แต่พระเจ้าทรงมาหามนุษย์และสื่อสารกับมนุษย์ พระองค์ทรงให้มนุษย์ทราบว่า พระนามของพระองค์คือ พระยะโฮวาห์ ซึ่งมีความหมายว่า เราเป็นอย่างที่เราเป็นมีศาสนาสำคัญสามศาสนาในโลกที่นับถือพระยะโฮวาห์ เป็นพระเจ้าสูงสุด นั่นคือ ศาสนายิวหรือยูดาย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ตามลำดับเวลาที่ก่อตั้งศาสนาขึ้นในโลก

คำสั่งสอนของพระเจ้าเรียกว่า พระวจนะ พระเจ้าได้ประทานพระวจนะให้แก่มนุษย์โดยผ่านผู้ที่พระองค์ทรงเรียกใช้หลายคนในเวลาหลายพันปีที่ผ่านมาเพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้ประพฤติตาม และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นแก่นของคริสต์ศาสนาที่เรากำลังทำความรู้จักกันนี้ พระวจนะที่สืบทอดมาถึงเราในทุกวันนี้อยู่ในรูปของหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นคัมภีร์หลักของศาสนา หนังสือนั้นก็คือ พระคริสต์ธรรมคัมภีร์หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า พระคัมภีร์ กล่าวโดยย่อ พระคัมภีร์คือบันทึกที่มนุษย์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้จดจารึกพระวจนะของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำกับมนุษย์ ตั้งแต่การทรงสร้างจักรวาล ดวงดาวและโลก พืชและ สัตว์ต่างๆ จนถึงการทรงสร้างมนุษย์

พระคัมภีร์ได้ทำให้เราทราบต้นเรื่องทั้งมวลของมนุษยชาติ และการก่อกำเนิดศาสนายิวซึ่งเป็นศาสนาเดิมก่อน จากนั้นเมื่อบังเกิดพระเยซูแล้วจึงได้กลายมาเป็นคริสต์ศาสนาในที่สุดคำสอนจำนวนมากของศาสนายิวจึงเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนในคริสต์ศาสนาด้วยเนื่องจากมาจากต้นกำเนิดเดียวกันเรื่องราวในพระคัมภีร์ย้อนกลับไปนับหมื่นปี ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่มีความเป็นมาเก่าแก่มากที่สุดในโลก ในกระบวนการทรงสร้างของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นเป็นอันดับสุดท้าย ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์โดยถ่ายแบบมาจากพระเจ้าเองหรือในพระคัมภีร์เรียกว่าทรงสร้างตามฉายาของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์เหนือยิ่งกว่าสิ่งใดๆทั้งหมดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนับไม่ถ้วนในจักรวาลนี้

การมีศรัทธาในพระเยซูด้านศาสนาคริสต์

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกและพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเรา พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนเราว่ามารดาของพระเยซูคริสต์คือมารีย์ บิดาบนแผ่นดินโลกคือโยเซฟ พระองค์ประสูติในเบธเลเฮม เติบโตในนาซาเร็ธ และทรงทำงานกับโยเซฟผู้เป็นช่างไม้ เมื่อพระชนมายุ 30 พรรษาพระองค์ทรงเริ่มการปฏิบัติศาสนกิจสามปีของการสอน อวยพร และรักษาผู้คนในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

ความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์เหมือนความสัมพันธ์อื่นๆความสัมพันธ์จะเริ่มจืดจางถ้าเราขาดการติดต่อ ต้องใช้ความพยายามเพื่อแสดงศรัทธาในพระคริสต์ให้มากพอที่จะกลับใจ รับบัพติศมา และรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เราต้องพยายามทำตามพระคริสต์จึงจะได้รับพรทั้งหมดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์จะมอบให้เรา กุญแจคือการคิดว่าพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นแบบฉบับการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ขั้นตอนในรายการที่ต้องทำ เราสามารถพัฒนาศรัทธาของเราในพระคริสต์ได้ต่อเนื่องทุกวันโดยอ่านพระวจนะของพระองค์ในพระคัมภีร์และสวดอ้อนวอนพระบิดาบนสวรรค์ของเรา เมื่อเราทำบาปเราสามารถกลับใจได้ทุกครั้งด้วยใจนอบน้อมเพราะการชดใช้ของพระเยซูคริสต์ไม่มีวันสิ้นสุด เราสามารถระลึกถึงสัญญาและพรของบัพติศมาโดยรับศีลระลึกทุกวันอาทิตย์ที่โบสถ์ เราสามารถพึ่งพาการปลอบโยนและการนำทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อไปได้ขณะที่พระองค์ทรงนำเรากลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า

บางครั้งแม้เมื่อเราทำสุดความสามารถเพื่อทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ เราจะยังพบเจออุปสรรคที่สามารถทำให้เกิดความคับข้องใจ ความผิดหวัง และแม้กระทั่งความสิ้นหวัง หลายเรื่องที่ถ่วงเราในชีวิตไม่ใช่ผลของบาป ตัวอย่างเช่น ความตายหรือความเจ็บป่วยของคนที่เรารัก ความเครียดจากที่ทำงาน หรือความยุ่งยากในการเลี้ยงดูครอบครัวสามารถทำให้เกิดความท้าทายและความปวดร้าวใจได้ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” (มัทธิว 11:28) ทันทีที่เราเต็มใจหันไปหาพระองค์ เราจะรู้สึกถึงความรักของพระองค์ นี่เป็นประโยชน์อีกประการหนึ่งของการเป็นคริสต์ศาสนิกชนตลอดชีวิต—ยิ่งเรามาใกล้พระเยซูคริสต์มากเท่าใด เราจะยิ่งตระหนักมากเท่านั้นว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงรับรู้ในปีติและความเสียใจของเรา เราสามารถรับการปลอบโยนในความจริงที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงมีแผนแห่งความสุขสำหรับเรา ด้วยความช่วยเหลือของพระคริสต์เราสามารถทำให้แผนนั้นเกิดสัมฤทธิผลได้อย่างมีความสุขและกลับไปอยู่กับพระบิดาในสวรรค์ นี่ทำให้เรามีมุมมองกว้างขึ้นและช่วยเราเผชิญกับความท้าทายของชีวิต

เกร็ดความรู้ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยที่ช่วยพัฒนาจิตใจ


ศาสนาคริสต์ ศาสนาที่มีความเชื่อหลักๆ เหมือนกัน คือเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ในพระเยซูคริสตเจ้า และพระคัมภีร์  อย่างไรก็ตาม ในแต่ละนิกายอาจจะมีความแตกต่างออกไปบ้าง ด้านความเชื่อ ด้านศาสนพิธี ด้านการปฏิบัติ การปกครอง แบ่งออกเป็น 3 นิกายใหญ่ คือ
1. นิกายโรมันคาทอลิก
เรียกสั้นๆ ว่า “คาทอลิก” เนื่องมาจากใช้ภาษาละตินเป็นหลัก มีพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นประมุขสูงสุด เป็นองค์ที่ 265 และมีพระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช ปกครองและเผยแผ่ศาสนา และมีศูนย์กลางที่กรุงโรม มีคณะนักบวชทั้งชายและหญิง ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคณะ เช่น คณะคามิลเลียน ดูแลคนป่วย,คณะซาเลเซียน ช่วยเด็กยากจน เด็กกำพร้า, คณะเซนต์คาเบรียล สนใจเรื่องการศึกษา ฯลฯ
2. นิกายออร์โธดอกซ์
ส่วนใหญ่จะยึดพิธีกรรมแบบดั้งเดิม ใช้ภาษากรีก ส่วนใหญ่อยู่ในรัสเซีย กรีก มีผู้นำสูงสุดของแต่ละประเทศ เรียกว่า พระอัยกา (Patriarch) เช่น พระอัยกาแห่งรัสเซีย พระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิล เป็นต้น ไม่มีผู้นำสูงสุดระดับสากล ในประเทศไทยยังไม่มีอย่างเป็นทางการ
3. นิกายโปรเตสแตนต์
ประกอบด้วยนิกายย่อยๆ อีกเป็นจำนวนมาก และมีความแตกต่างกันหลักๆ คือ ด้านการปกครอง แต่ละนิกายมีอิสระต่อกัน ส่วนใหญ่เป็นฆราวาสทำหน้าที่ประกาศศาสนาในประเทศไทย มีข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ มีคำเรียกคาทอลิกว่า “คริสตัง” และเรียกโปรเตสแตนต์ว่า “คริสเตียน” (Christian) คาทอลิกเรียกสถานที่ประกอบพิธีกรรมว่า “วัด หรือ โบสถ์” ส่วนทางโปรเตสแตนต์เรียกว่า “คริสตจักร” คาทอลิกจะมีบาทหลวง ซิสเตอร์ (ภคินี) บราเดอร์ (ภราดา) ส่วนทางโปรเตสแตนต์จะมีศิษยาภิบาล หรือศาสนา-จารย์ เป็นผู้นำคริสตจักร ในวัดคาทอลิกจะมีรูปพระเยซู รูปแม่พระ รูปนักบุญต่างๆ ส่วนวัดโปรเตสแตนต์จะมีไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ และส่วนใหญ่ไม่มีพระรูปพระเยซูเจ้าถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนนั้น เพราะเชื่อว่า พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว

ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยยุคเดียวกับการล่าอาณานิคมของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปรตุเกส สเปน และเนเธอร์แลนด์ ที่กำลังบุกเบิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนอกจากกลุ่มที่มีจุดประสงค์ทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ยังมีบางกลุ่มที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาเผยแพร่ บางประเทศบางสมัยปิดกั้นการเผยแพร่ บางประเทศบางสมัยเปิดเสรีแต่ผู้คนยังไม่นิยมเข้ารีต ขณะที่บางประเทศผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ พร้อมกับการครอบงำทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ มาเก๊า ฯลฯ

แม้ว่าจำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทยจะมีไม่มากนัก ถือได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมไทย แต่สิ่งหนึ่งที่คริสตชนไทยสำนึกเสมอคือ “การสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย” กล่าวคือ ความสำนึกในความรักชาติ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ว่าคริสตชนไทยจะยึดหลักธรรมคำสอนของศาสนาคริสต์เป็นหลักในการดำเนินชีวิต แต่ความสำนึกถึงการเป็นคนไทย เรียกร้องให้คริสตชนไทยสำนึกถึงการรักความเป็นไทย ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลในฐานะเป็น “คริสตชนชาวไทย” ที่บรรพบุรุษไทยได้ปลูกฝังในจิตสำนึกแห่งความเป็นไทยในคนรุ่นปัจจุบัน ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยอาจปรากฏเด่นชัดในรูปแบบขององค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงหลักธรรมคำสอนของพระเยซูเจ้า ด้วยสำนึกในพระดำรัสของพระเยซูเจ้าที่ว่า “สิ่งใดที่ท่านทำต่อพี่น้องที่ต่ำต้อยของเรา ก็เท่ากับท่านได้ทำกับเราเอง

ศาสนาคริสต์มีหลักคำสอนใดที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ


ศาสนาทุกศาสนาต่างมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนเรา เพราะถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามต่างๆ ศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู พระองค์ประสูติที่เมืองเบธเลเฮม ซึ่งปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล ในวัยเยาร์พระองค์เป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดและสนใจใฝ่รู้ด้านศาสนา เมื่ออายุย่างเข้า 30 ปี พระองค์ได้รับศีลล้างบาป จากนั้นพระองค์ได้ออกสั่งสอนประชาชนให้มีความรักละมีความเมตตาต่อกัน เมื่อพระองค์ประกาศศาสนาได้ 3 ปี นักบวชชาวยิวไม่พอใจและเห็นว่าการประกาศศาสนาของพระองค์เป็นอันตรายของพวกของตน จึงกล่าวหาว่าพระเยซูเป็นกบฏ ทำให้พระองค์ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการตรึงกับไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์เมื่ออายุ 33 ปี

การนำหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน
1. หลักการจำแนกความดี ความชั่วของการกระทำ ยึดหลักการ ดังนี้
–  การฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อพระเจ้า ย่อมเป็นความชอบ
–  การฆ่าสัตว์ เป็นอาหาร และป้องกันตัว ฆ่าสัตว์ที่ตนเห็นว่า เป็นสัตว์ร้าย เป็นการไม่ผิด การฆ่านอกจากนั้น ถือว่าผิด
–  การลักเพื่อพระเจ้า และเพื่อศาสนา เป็นความดี ลักเพื่อเหตุนอกจากนั้น เป็นความชั่ว
–  การพูดปดเพื่อพระเจ้า และพระศาสดาแล้ว เป็นความดี พูดปดเพื่อเหตุ นอกนั้น เป็นความชั่ว การเป็นชู้กับคู่ของคนอื่น และการดื่มสุรา เป็นความชั่ว
2. การเกิด การตาย ศาสนาคริสต์สอนว่า คนเกิดก็เพราะ พระเจ้าให้เกิด เมื่อตายแล้ว เฉพาะคนนับถือคริสต์ศาสนา เขาจะนำศพไปฝังไว้ ที่หลุมฝังศพ วิญญาณจะวนเวียนอยู่ ที่นั้น คอยอยู่จนกว่า จะถึงวันพิพากษา เมื่อถึงวันนั้นศพทุกศพจะลุกจากที่ฝังข้ามสะพาน ไปที่ประตูสวรรค์ ถ้าเป็นคนนับถือศาสนาอื่น ๆ หรือเป็นคริสต์ชน แต่ทำบาปมาก จะข้ามสะพานนั้น ไม่ได้ ต้องตกนรกหมกไหม้ ตลอดกาล ไม่มีวันหลุดพ้นได้ ถ้าเป็นคนไม่มีบาป หรือบาปไม่หนัก จะได้รับการให้ข้ามสะพานอีก หรือให้ไฟนรกเผา จนพอ แล้วก็ขึ้นสวรรค์
3. ความดี ความชั่ว ในศาสนาคริสต์ แสดงไว้ว่า ความดีของพระเจ้าเป็น ผู้บันดาลให้คนทำ และผลแห่งความดี พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้เอง แต่ความชั่ว เป็นเรื่องของคนทำ ที่จะต้องรับผิดชอบเอง
–  ตัวตน ในคริสต์ศาสนาแสดงไว้ว่า มีตัวตน ไม่มีการสอนให้เลิกยึดถือ ว่าเรา ว่าของเรา
– ความกลัว ในคริสต์ศาสนาสอนให้กลัวพระเจ้า
– ความเชื่อ ในคริสต์ศาสนา สอนให้เชื่อพระเจ้า ให้เชื่อก่อน โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง ถือว่า เมื่อเชื่อก่อนแล้วก็รู้เอง ความเชื่อพระเจ้า เป็นหัวใจของศาสนาคริสต์
– อิสรภาพ ศาสนาคริสต์สอน ให้เป็นทาสของพระเจ้า การบำเพ็ญ ประโยชน์ คริสต์ศาสนา สอนให้หวังผลตอบแทน เป็นสิ่งต่าง ๆ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้น

หลักคำสอนและพิธีกรรมที่สำคัญของคริสต์ศาสนา

เกณฑ์ตัดสินที่จะวัดหรือจำแนกแยกแยะว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร เช่นเดียวกับการที่มนุษย์จำเป็นต้องมีมาตราชั่งตวงวัดในการดำเนินชีวิต ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวนี้จะถูกกำหนดขึ้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเป็นมาตรฐานสากลที่ถูกยอมรับกันโดยทั่วไปในเรื่องของคุณธรรมความดีความชั่วก็เช่นกัน มนุษย์ต้องมีมาตรฐานสากลที่ทุกคนสามารถยอมรับได้ และมาตรฐานที่จะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณธรรมหรือจำแนกความดี ความชั่วนั้นก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ามาตรฐานของศาสนา ศาสนามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม เพราะศาสนาทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทำความดีละเว้นความชั่ว ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อคนในสังคม

ศาสนาคริสต์ กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ หรืออิสราเอลในปัจจุบัน ศาสดาคือพระเยซูซึ่งเป็นบุตรของโยเซพและมาเรีย เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดวิวัฒนาการมาจากศาสนายูดาย จึงมีพระเจ้าหรือที่เรียกว่าพระยะโฮวาห์ พระคริสตธรรมคัมภีร์หรือพระคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหลักคำสอนหรือคู่มือในการดำเนินชีวิตของคริสตชน เชื่อว่าพระเจ้าทรงดลใจให้ผู้ประกาศพระวจนะของพระองค์ โดยบุคคลหลากหลาย ต่างยุค ต่างสมัย ต่างอาชีพ ตั้งแต่ กษัตริย์, ธรรมาจารย์, ปุโรหิต, สานุศิษย์, ชาวประมง และสามัญชนผู้มีใจศรัทธาได้เขียนขึ้น พระคัมภีร์มีสองภาค แบ่งเป็นภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่โดยภาคพันธสัญญาเดิมจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์การสร้างโลกและกำเนิดมนุษยชาติ การกระจายของพงศ์พันธุ์มนุษย์ ประวัติศาสตร์ชนชาติยิว ( ยูดาย) บทนิพนธ์ บทเพลงสรรเสริญนมัสการพระเจ้า และหลักคำสอน คำพยากรณ์แห่งอนาคตของประชาชาติ

นิกายที่สำคัญของศาสนาคริสต์

1. นิกายโรมันคาทอลิก เป็นนิกายที่นับถือและปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซู มีพิธีกรรมที่เคร่งครัด มีสันตะปาปา เป็นผู้นำศาสนาสูงสุด
2. นิกายออร์โธดอกซ์ เป็นนิกายที่แยกจากนิกายโรมันคาทอลิก ด้วยเหตุผลทางการเมืองและวัฒนธรรม
3. นิกายโปรแตสแตนต์ เป็นนิกายที่แยกมาจากนิกายโรมันคาทอลิก ผู้ก่อตั้งคือ มาติน ลูเธอร์
พิธีกรรมที่สำคัญคือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท ผู้ที่นับถือนิกายนี้เรียกว่า คริสเตียน

พิธีกรรมที่สำคัญของคริสต์ศาสนา

1. พิธีศีลจุ่ม กระทำแก่ทารกเมื่อเริ่มเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน โดยใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะเพื่อล้างบาป
2. พิธีศีลล้างบาป เป็นการยืนยันว่าตนยอมรับนับถือศาสนาคริสต์จริง
3. พิธีศีลมหาสนิท เป็นการรับประทานขนมปังและดื่มเหล้าองุ่นเพื่อระลึกถึงเพราะเจ้าที่ทรงสละพระวรกายเพื่อมนุษย์จะได้หลุดพ้นจากบาป
4. พิธีศีลสมรส กระทำแก่คู่บ่าวสาวก่อนการจดทะเบียนสมรส
5. พิธีสารภาพบาป ต้องไปกระทำต่อหน้าบาทหลวงเพื่อสารภาพบาป
6. พิธีเจิมครั้งสุดท้าย กระทำแก่ผู้ป่วย
7. พิธีเข้าบวช เป็นการบวชบุคคลเป็นบาทหลวงในคริสต์ศาสนา